บ้านสันติสุข
จากบ้านไม้เก่าต้นกำเนิด สู่ธุรกิจสร้างสรรค์ ที่พร้อมทำให้ย่านเติบโต

บ้านสันติสุข
จากบ้านไม้เก่าต้นกำเนิด สู่ธุรกิจสร้างสรรค์ ที่พร้อมทำให้ย่านเติบโต
ย่านต้นกำเนิดหลังสถานีรถไฟศรีสะเกษ
บริเวณย่านหลังสถานีรถไฟศรีสะเกษ ตั้งแต่ “วงเวียนแม่ศรี” ถนนศรีสะเกษ ต่อเนื่องมายัง “ซอยราชการรถไฟ 1” พื้นที่ย่านแห่งนี้คือต้นกำเนิดของธุรกิจหลากหลายประเภทที่เติบโตคู่กับศรีสะเกษ และเป็นหลักฐานสำคัญในการบอกว่าเมืองศรีสะเกษนี้เป็นอย่างไร
ครอบครัวมหาสุวีระชัย คือหนึ่งในบรรดาผู้มีส่วนร่วมในการสร้างเมืองแห่งนี้ ด้วยการก่อตั้งหลากหลายธุรกิจที่ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และทำการค้าขายเพื่อคนศรีสะเกษมาอย่างยาวนาน
ย้อนอดีต 60 ปี: ศูนย์กลางความคึกคักของเมือง
หากเรามองย้อนกลับไปสัก 60 ปี พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางความคึกคักของเมือง สถานีรถไฟที่รถไฟวิ่งตลอดวัน มีคนผ่านไปผ่านมาอย่างคึกคัก ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมายังพื้นที่นี้ การค้าขายเติบโต และกิจการสำคัญของเมืองจำนวนมากเริ่มต้นที่นี่
หากให้นึกถึง คงเป็น “โรงแรมสันติสุข” โรงแรมแห่งแรกของจังหวัดที่ตั้งอยู่ริมถนนฝั่งหนึ่งของซอยราชการรถไฟ 1 และตรงข้ามนั้นคือ “บ้านไม้”
บ้านไม้หลังเล็ก ๆ แห่งนี้ หลายคนอาจไม่รู้ว่าเป็นสถานที่เกิดของ คุณพ่อมาโนช มหาสุวีระชัย อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ ผู้มีความหลงใหลในรายละเอียดเล็ก ๆ ของเมือง ธุรกิจ และผู้คน
กำเนิดย่าน จากเส้นทางรถไฟสายใหม่
คุณวิศรุต มหาสุวีระชัย หรือ “พี่ย้ง” ลูกชายคนสุดท้องของคุณมาโนชและคุณเพชราภรณ์ เล่าอย่างเป็นกันเองว่า ย่านแห่งนี้เติบโตมาจากเส้นทางรถไฟสายใหม่ในสมัยนั้น คือการเชื่อมจากชุมทางถนนจิระ ถึงจังหวัดอุบลราชธานี
ในอดีตช่วงหนึ่ง เส้นทางรถไฟสายนี้สร้างมาถึงจังหวัดศรีสะเกษ ทำให้สถานีรถไฟศรีสะเกษกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนที่ต้องการไปยังอีสานใต้ เหล่ากงของพี่ย้งจึงเห็นโอกาสที่ย่านรอบสถานีรถไฟคึกคัก จึงได้สร้าง “โรงแรมสันติสุข” ขึ้นในปี พ.ศ. 2500 ให้กลายเป็นจุดแวะพักของผู้คนจากหลายพื้นที่ และเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญยุคนั้น
“ลานพบปะของเมือง”
ในเวลาที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงทุกบ้าน โรงแรมสันติสุขเป็นสถานที่ไม่กี่แห่งที่มีเครื่องปั่นไฟ ผู้คนรอบเมืองต่างใช้เวลามารวมตัวในช่วงค่ำเพื่อดูโทรทัศน์ ใช้พื้นที่ร่วมกันในยามค่ำคืน จนกลายเป็น “ลานพบปะของเมือง”
ทำให้โรงแรม บ้านไม้ที่อยู่ตรงข้าม และถนนเส้นนี้คึกคัก เป็นพื้นที่ของคนศรีสะเกษไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทำให้จำเป็นต้องหยุดกิจการโรงแรม และความคึกคักของย่านก็เงียบลงตามไปด้วย
การกลับมาอีกครั้ง กับเทศกาล Sound of Sisaket
การมาของเทศกาล Sound of Sisaket ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ย่านแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกปลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
พี่ย้งเล่าว่าเมื่อปี 2567 ได้เตรียมปรับปรุงบ้านไม้หลังนี้ไว้ทำกิจการหรือกิจกรรมบางอย่างสำหรับครอบครัว แต่เมื่อเทศกาลมาขอใช้พื้นที่เมื่อปีที่แล้ว ก็ทำให้ภาพของบ้านไม้หลังนี้เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของย่านวงเวียนแม่ศรีอีกแห่งหนึ่ง
จริง ๆ แล้ว พี่ย้งตั้งใจอยากปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นพื้นที่ของคุณพ่อ — มีห้องซ่อมลำโพง ทำงานอดิเรกที่เป็นตัวตน พร้อมทั้งอยากเปิดธุรกิจ “ร้านนมสันติสุข” มาตั้งที่นี่ เพราะย่านนี้มีนักเรียนและคนเดินทางด้วยรถไฟจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นย่านเมืองเก่าที่มีทั้งผู้สูงอายุและครอบครัวอาศัยอยู่ การพัฒนาพื้นที่จึงตั้งใจให้คนหลายวัยได้ใช้ร่วมกันในแบบที่เคยเป็นมา
จากความตั้งใจ สู่ธุรกิจสร้างสรรค์ของย่าน
ความตั้งใจเหล่านี้จึงเป็นจุดตั้งต้น ที่ทำให้ปีนี้ได้เริ่มมองถึงความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่ นำมาปรับให้เกิดธุรกิจสร้างสรรค์ของย่าน นำเสนอการเติบโตของศรีสะเกษคู่กับธุรกิจ รวมถึงตั้งใจอยากให้พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางชีวิตผู้คน — ย่านที่เคยคึกคัก ซึ่งกำลังจะถูกตีความใหม่ว่าจะกลับมายืนอยู่ตรงไหนในเมืองยุคปัจจุบัน
บ้านสันติสุข วันนี้
วันนี้ “บ้านไม้” จึงกำลังก้าวออกจากบทบาทเดิม กลายเป็น “บ้านสันติสุข” พื้นที่สร้างสรรค์ของคนทุกวัยของย่านวงเวียนแม่ศรี พื้นที่เล็ก ๆ ที่เชื่อมอดีตของครอบครัวมหาสุวีระชัยเข้ากับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่
ที่นี่ไม่ใช่แค่บ้านเก่า แต่เป็นพื้นที่ของครอบครัวและชุมชน เมื่อเรื่องราวเดิมถูกเล่าใหม่ด้วยภาษาร่วมสมัย จาก “ธุรกิจแรกของตระกูล” ในอดีต สู่ “พื้นที่แรกของความคิดสร้างสรรค์” ในวันนี้
สันติสุขจึงไม่ใช่เพียงชื่อ แต่คือพลังที่ครอบครัวตั้งใจส่งกลับคืนสู่เมืองศรีสะเกษอีกครั้ง
เตรียมติดตามรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ “บ้านสันติสุข” เร็ว ๆ นี้
ข้อมูลโครงการ
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อ | บ้านสันติสุข (ธุรกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่) |
| ผู้ก่อตั้ง | คุณวิศรุต มหาสุวีระชัย |
| ก่อตั้ง | พ.ศ. 2568 |
“Spark Biz District” — ปลุกย่าน สร้างธุรกิจ ด้วยความคิดสร้างสรรค์
โดย CEA × UrbanKraft × นักสร้างสรรค์
“ศรีสะเกษทอล์ก สังคมแห่งการพูดคุย”


